อุตสาหกรรม การเลี้ยงโคนม ไทย สู่ตลาด AEC

การส่งเสริม การเลี้ยงโคนม ในประเทศไทย มีการส่งเสริมมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี เมื่อเข้าสู่ AEC แล้ว อุตสาหกรรมโคนมของประเทศไทย จะมีผลกระทบ หรือมีข้อได้เปรียบอะไรบ้าง วันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

AEC (Asean Economics Community) หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นเป้าหมายการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจระดับโลก รวมถึงการยกเว้นภาษีสินค้าบางชนิดให้กับประเทศสมาชิก ส่งเสริมให้ภูมิภาคมีความเจริญ มั่นคง มั่งคั่ง ประชาชนอยู่ดีกินดี ให้มีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี โดยมีข้อกำหนดการก่อตั้งให้สำเร็จภายในปี 2558

การเลี้ยงโคนม

กลับมาพูดถึงโคนมกันบ้าง จากสถิติถึงปี 2554 หากดูที่ปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้ พบว่า ประเทศที่ผลิตน้ำนมได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ อินโดนีเซีย รองลงมาคือประเทศไทยของเรา แต่เมื่อเทียบกับประมาณน้ำนมกับตัวโคนม ประเทศไทย เป็นอันดับ 1 ซึ่งแสดงว่า ประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมมีดีกว่าประเทศอื่นใน AEC

สำหรับประเทศที่น่าจับตามอง ที่มีกระแสข่าวว่า เข้ามากว้านซื้อแม่โคในประเทศไทย นั่นก็คือ เวียดนาม ซึ่งรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ มีนโยบายการพัฒนาวัวนมภายในประเทศอย่างชัดเจน มีการนำเข้าโดยเน้นทีให้ผลผลิตสูงจำนวนมากจากปี 2544 มีจำนวนโค ประมาณ 40,000 ตัว เป็น 160,000 ตัว ในปี 2555 ซึ่งส่งผลทำให้ปริมาณการผลิตสูงขึ้น คุณภาพของ โคนม มากขึ้น ผลผลิตเฉลี่ย 4,000-4,500 กก.ต่อระยะการให้นม ฟาร์มส่วนใหญ่ในประเทศเวียดนามเป็นฟาร์มขนาดเล็กประมาณ 20,000 ฟาร์ม (จำนวนโคนมเฉลี่ย 5.3 ตัว/ฟาร์ม) มีเพียง 3 รายที่เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่ต่างชาติมาลงทุน ได้แก่ TH Milk, Vinamilk และ Mocchau milk ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับฟาร์มใหญ่ๆ ในไทยก็คล้ายๆ เชียงใหม่เฟรชมิลล์และน้ำฝนฟาร์ม

อุตสาหกรรม การเลี้ยงโคนม ไทย สู่ตลาด AEC

การผลิตโคนมในเวียดนามยังเป็นอาชีพใหม่ เกษตรกรยังขาดทักษะและประสบการณ์ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ วิสัยทัศน์ของรัฐบาลเวียดนามที่มีการสนับสนุนองค์กรและบุคคลที่ประสงค์จะลงทุนในภาคการผลิตโคม โดยมีเป้าหมายคือ เพิ่มประชากรโคนม เป็น 350,000 ตัวในปี 2558 และ 500,000 ตัวในปี 2563 การผลิตน้ำนมดิบ 701,000 ตันในปี 2558 และ 1,012,000 ตันในปี 2563

กลับมาดูการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ซึ่งมีจุดแข่งของการผลิตคือ ความก้าวหน้าของการเลี้ยงเชิงการค้ามากกว่าประเทศอื่นๆ เกษตรกรและนักวิชาการมีความชำนาญ และมีประสิทธิภาพกว่า มีวัตถุดิบอาหารสัตว์เพียงพอกับการขยายตัวของโคนมในประเทศ มีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง มีกฎหมายเกี่ยวกับโคนมและผลิตภัณฑ์รองรับ เช่น การประกันราคา มีตลาดที่ผู้บริโภคยังต้องการนมสดอีกมาก (ปัจจุบันผลิตน้ำนมได้เพียง 50-60% ของความต้องการ) แต่ไทยก็ยังมีจุดอ่อนอีกมากเช่น ต้นทุนการผลิตที่สูง ขาดแคลนแม่วัวที่มีประสิทธิภาพทางพันธุกรรมสูง การปรับปรุงพันธุ์ยังได้ผลน้อย คุณภาพของน้ำนมดิบบางส่วนยังไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาด้านสุขภาพและโรคระบาด ปัญหาขาดแคลนแรงงานและผู้สืบทอด ขาดระบบฐานข้อมูลที่ดี ขาดระบบการบริหารจัดการสหกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ

ติดตามความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ได้ที่เว็บไซต์ อาหารสัตว์ราคาถูก.com

โปรไบโอติก ประโยชน์ของการใช้ ในวงการปศุสัตว์

ความนิยมของการใช้ โปรไบโอติก เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพหรือเพื่อรักษาโรคบางชนิดในคน ทำให้เกิดการขยายขอบเขตของการใช้ประโยชน์และพัฒนามาใช้ในวงการปศุสัตว์ เพื่อมุ่งหวังให้สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโต การใช้โปรไบโอติกเสริมเข้าไปใน อาหารสัตว์ พบว่า สามารถส่งผลดีต่อการเจริญเติบโต และช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากจุลินทรีย์ก่อโรค โดย Probiotic จะไปแย่งอาหารและพื้นที่ยึดเกาะของเชื้อก่อโรคเหล่านั้น หรือความสามารถในการผลิตสารที่เป็นพิษต่อเชื้อโรค ลดความเสี่ยงของการเกิดท้องเสีย และความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ที่ได้รับ

ประโยชน์ของ โปรไบโอติก

โปรไบโอติก ประโยชน์ของการใช้ ในวงการปศุสัตว์

การใช้ Probiotic มีหลากหลายรูปแบบ โดยทั่วไปวิธีการให้มักผสมในอาหารและน้ำ สเปรย์ หรือปั๊มปาก โดยรูปแบบวิธีการให้ขึ้นอยู่กับชนิดสัตว์ อายุ และวงจรการผลิต เช่น การให้ในแม่สุกรแม่พันธุ์และสุกรขุนให้ในรูปแบบผสมอาหร หรือการให้ในลูกสุกรโดยให้การปั๊มปากและผสมในอาหารเลียราง อย่างไรก็ตาม การใช้โปรไปโอติก เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรใช้ในช่วงเวลาที่สุกรเริ่มได้รับเชื้อจุลินทรีย์หรือตั้งแต่แรกเกิดจนถึงประมาณ 4 สัปดาห์หลังจากหย่านม หรือช่วงที่สุกกรมีการเจ็บป่วยจากความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้หรือเมื่อสุกรแสดงอาการท้องเสีย เป็นต้น

การใช้ Probiotic มากกว่า 1 ชนิดในผลิตภัณฑ์อาหารสุกร มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้เพียงชนิดเดียว เนื่องจากคุณสมบัติจำเพาะที่มีอยู่ของแต่ละสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม จุลินทรีย์ที่จะนำมาใช้ควรได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ โดยละเอียดก่อนนำมาใช้ โดยเฉพาะผลต่อการต้านเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารทั้งในตัวสัตว์และห้องปฏิบัติการและตัวเลขของการเพิ่มผลผลิต