เมื่อต้องงดใช้ยาปฏิชีวนะในวงการปศุสัตว์ แล้วจะใช้อะไรทดแทน

ในภาวะปัจจุบัน การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ วงการปศุสัตว์ ของไทย มีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงจุดที่การให้ความสำคัญของผู้บริโภคต้องมาก่อน เนื่องจากกระแสการดูแลสุขภาพ เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังฮิตในปัจจุบัน ดังนั้น วงการปศุสัตว์ไทย จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนแนวทางตามยุคสมัยเช่นกัน

งดใช้ยาปฏิชีวนะในวงการปศุสัตว์

การเลี้ยงสัตว์ให้มีความปลอดภัยทั้งจากยาและสารเคมีตกค้าง อีกทั้งในสหภาพยุโรปยังห้ามใช้ยาปฏิชีวนะในระดับกระตุ้นการเจริญเติบโต (Antibiotic Growth Promoter, AGP) ในอาหารสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป จากข้อห้ามดังกล่าวจึงส่งผลต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์มากขึ้น โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารในสัตว์ และนำสารเสริมชนิดต่างๆ เข้ามาทดแทนยาปฏิชีวินะในอาหารสัตว์ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

สารที่ช่วยสร้างสมดุลจุลชีพในทางเดินอาหาร

โปรไบโอติก (Probiotic) เป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วสามารถเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนในลำไส้ของสัตว์ได้ โดยกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์กลุ่มนี้ ได้แก่ Lactobacillus acidophilus , Lactobacillus plantarum , Saccharomyces cerevisiae , Bacillus subtilis , Bacillus licheniformis เป็นต้น หน้าที่ของโปรไปโอติกนั้น สามารถช่วยปรับสภาพภายในทางเดินอาหารของสัตว์ให้ดีขึ้น มีความเป็นกรดมากขึ้น และยังสร้างสารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรค ส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพดีขึ้น มีภูมิคุ้มกันสำหรับต้านทานเชื้อก่อโรคอื่นๆ ได้มากขึ้น

พรีไบโอติก (Prebiotic) เป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากพืชที่มีสายสั้นๆ เช่น โอลิโกแซ็คคาไรด์ เช่น Inulin , Fructooligosaccharide (FOS) , Galacto-oligosacharide (GOS) , Manno-oligosacharide (MOS) , Xylo-oligosacharide (XOS) เป็นต้น สารเหล่านี้เป็นสารที่สัตว์ไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้แต่อาศัยจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร จำพวก Lactobacillus ที่สามารถย่อยสลายสายเหล่านี้ได้ ทำให้สัตว์สามารถนำสารดังกล่าวไปใช้ในกระบวนการเจริญเติบโตต่อไป

ซินไบโอติก เป็นการนำเอา โปรไบโอติก และ พรีไบโอติก รวมเข้าด้วยกัน โดยการคัดเลือก โปรไบโอติกที่เหมาะสมกับพรีไบโอติก จะทำให้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเสริมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

สารที่ช่วยต้านจุลชีพก่อโรคในทางเดินอาหาร

กรดอินทรีย์  เป็นสารเสริมเพื่อทำให้สภาพแวดล้อมในทางเดินอาหารไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรค และยังช่วยให้สัตว์ได้แร่ธาตุเพิ่มมากขึ้น

ซิงค์ออกไซด์  เป็นสารที่ช่วยให้เอ็นไซม์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเคมีในร่างกาย ช่วยทำให้เซลล์ของเยื่อบุลำไส้แข็งแรงขึ้น จึงมีแนวโน้มช่วยยับยั้งเชื้อก่อโรคได้

สารสกัดจากพืช  เป็นสารที่นำมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะ ในการรักษาโรคในคนและสัตว์ โดยขัดขวางการทำงานของเชื้อก่อโรคในทางเดินอาหารได้ เพื่อลดปัญหาเชื้อดื้อยา รวมไปถึงการลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ลง

ทางเลือกในการลดใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ มีความจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้ทันสมัย เพิ่มการใช้สารเสริมจากพืชและจลินทรีย์ที่มีประโยชน์มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ เมื่อสัตว์สุขภาพดี ไม่มีสารตกค้างจากยาแล้ว ผู้บริโภคก็ปลอดภัยด้วยเช่นกัน

อุตสาหกรรม การเลี้ยงโคนม ไทย สู่ตลาด AEC

การส่งเสริม การเลี้ยงโคนม ในประเทศไทย มีการส่งเสริมมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี เมื่อเข้าสู่ AEC แล้ว อุตสาหกรรมโคนมของประเทศไทย จะมีผลกระทบ หรือมีข้อได้เปรียบอะไรบ้าง วันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

AEC (Asean Economics Community) หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นเป้าหมายการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจระดับโลก รวมถึงการยกเว้นภาษีสินค้าบางชนิดให้กับประเทศสมาชิก ส่งเสริมให้ภูมิภาคมีความเจริญ มั่นคง มั่งคั่ง ประชาชนอยู่ดีกินดี ให้มีตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี โดยมีข้อกำหนดการก่อตั้งให้สำเร็จภายในปี 2558

การเลี้ยงโคนม

กลับมาพูดถึงโคนมกันบ้าง จากสถิติถึงปี 2554 หากดูที่ปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้ พบว่า ประเทศที่ผลิตน้ำนมได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ อินโดนีเซีย รองลงมาคือประเทศไทยของเรา แต่เมื่อเทียบกับประมาณน้ำนมกับตัวโคนม ประเทศไทย เป็นอันดับ 1 ซึ่งแสดงว่า ประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมมีดีกว่าประเทศอื่นใน AEC

สำหรับประเทศที่น่าจับตามอง ที่มีกระแสข่าวว่า เข้ามากว้านซื้อแม่โคในประเทศไทย นั่นก็คือ เวียดนาม ซึ่งรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ มีนโยบายการพัฒนาวัวนมภายในประเทศอย่างชัดเจน มีการนำเข้าโดยเน้นทีให้ผลผลิตสูงจำนวนมากจากปี 2544 มีจำนวนโค ประมาณ 40,000 ตัว เป็น 160,000 ตัว ในปี 2555 ซึ่งส่งผลทำให้ปริมาณการผลิตสูงขึ้น คุณภาพของ โคนม มากขึ้น ผลผลิตเฉลี่ย 4,000-4,500 กก.ต่อระยะการให้นม ฟาร์มส่วนใหญ่ในประเทศเวียดนามเป็นฟาร์มขนาดเล็กประมาณ 20,000 ฟาร์ม (จำนวนโคนมเฉลี่ย 5.3 ตัว/ฟาร์ม) มีเพียง 3 รายที่เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่ต่างชาติมาลงทุน ได้แก่ TH Milk, Vinamilk และ Mocchau milk ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับฟาร์มใหญ่ๆ ในไทยก็คล้ายๆ เชียงใหม่เฟรชมิลล์และน้ำฝนฟาร์ม

อุตสาหกรรม การเลี้ยงโคนม ไทย สู่ตลาด AEC

การผลิตโคนมในเวียดนามยังเป็นอาชีพใหม่ เกษตรกรยังขาดทักษะและประสบการณ์ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ วิสัยทัศน์ของรัฐบาลเวียดนามที่มีการสนับสนุนองค์กรและบุคคลที่ประสงค์จะลงทุนในภาคการผลิตโคม โดยมีเป้าหมายคือ เพิ่มประชากรโคนม เป็น 350,000 ตัวในปี 2558 และ 500,000 ตัวในปี 2563 การผลิตน้ำนมดิบ 701,000 ตันในปี 2558 และ 1,012,000 ตันในปี 2563

กลับมาดูการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ซึ่งมีจุดแข่งของการผลิตคือ ความก้าวหน้าของการเลี้ยงเชิงการค้ามากกว่าประเทศอื่นๆ เกษตรกรและนักวิชาการมีความชำนาญ และมีประสิทธิภาพกว่า มีวัตถุดิบอาหารสัตว์เพียงพอกับการขยายตัวของโคนมในประเทศ มีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง มีกฎหมายเกี่ยวกับโคนมและผลิตภัณฑ์รองรับ เช่น การประกันราคา มีตลาดที่ผู้บริโภคยังต้องการนมสดอีกมาก (ปัจจุบันผลิตน้ำนมได้เพียง 50-60% ของความต้องการ) แต่ไทยก็ยังมีจุดอ่อนอีกมากเช่น ต้นทุนการผลิตที่สูง ขาดแคลนแม่วัวที่มีประสิทธิภาพทางพันธุกรรมสูง การปรับปรุงพันธุ์ยังได้ผลน้อย คุณภาพของน้ำนมดิบบางส่วนยังไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาด้านสุขภาพและโรคระบาด ปัญหาขาดแคลนแรงงานและผู้สืบทอด ขาดระบบฐานข้อมูลที่ดี ขาดระบบการบริหารจัดการสหกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ

ติดตามความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ได้ที่เว็บไซต์ อาหารสัตว์ราคาถูก.com

โปรไบโอติก ประโยชน์ของการใช้ ในวงการปศุสัตว์

ความนิยมของการใช้ โปรไบโอติก เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพหรือเพื่อรักษาโรคบางชนิดในคน ทำให้เกิดการขยายขอบเขตของการใช้ประโยชน์และพัฒนามาใช้ในวงการปศุสัตว์ เพื่อมุ่งหวังให้สามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโต การใช้โปรไบโอติกเสริมเข้าไปใน อาหารสัตว์ พบว่า สามารถส่งผลดีต่อการเจริญเติบโต และช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากจุลินทรีย์ก่อโรค โดย Probiotic จะไปแย่งอาหารและพื้นที่ยึดเกาะของเชื้อก่อโรคเหล่านั้น หรือความสามารถในการผลิตสารที่เป็นพิษต่อเชื้อโรค ลดความเสี่ยงของการเกิดท้องเสีย และความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ที่ได้รับ

ประโยชน์ของ โปรไบโอติก

โปรไบโอติก ประโยชน์ของการใช้ ในวงการปศุสัตว์

การใช้ Probiotic มีหลากหลายรูปแบบ โดยทั่วไปวิธีการให้มักผสมในอาหารและน้ำ สเปรย์ หรือปั๊มปาก โดยรูปแบบวิธีการให้ขึ้นอยู่กับชนิดสัตว์ อายุ และวงจรการผลิต เช่น การให้ในแม่สุกรแม่พันธุ์และสุกรขุนให้ในรูปแบบผสมอาหร หรือการให้ในลูกสุกรโดยให้การปั๊มปากและผสมในอาหารเลียราง อย่างไรก็ตาม การใช้โปรไปโอติก เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรใช้ในช่วงเวลาที่สุกรเริ่มได้รับเชื้อจุลินทรีย์หรือตั้งแต่แรกเกิดจนถึงประมาณ 4 สัปดาห์หลังจากหย่านม หรือช่วงที่สุกกรมีการเจ็บป่วยจากความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้หรือเมื่อสุกรแสดงอาการท้องเสีย เป็นต้น

การใช้ Probiotic มากกว่า 1 ชนิดในผลิตภัณฑ์อาหารสุกร มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้เพียงชนิดเดียว เนื่องจากคุณสมบัติจำเพาะที่มีอยู่ของแต่ละสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม จุลินทรีย์ที่จะนำมาใช้ควรได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ โดยละเอียดก่อนนำมาใช้ โดยเฉพาะผลต่อการต้านเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารทั้งในตัวสัตว์และห้องปฏิบัติการและตัวเลขของการเพิ่มผลผลิต

ตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ เริ่มต้นอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

ตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เชื่อว่าหลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบัน มีการเลี้ยงสัตว์ในเชิงธุรกิจมากขึ้น ดังนั้นจึงมีความน่าสนใจในการลงทุน วันนี้เรามีความรู้เบื้องต้นสำหรับคนที่สนใจว่า ทำอย่างไร ถึงจะประสบความสำเร็จในการเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ ทั้งสร้างความมั่นคง สร้างฐานะ และความก้าวหน้าได้อย่างภาคภูมิใจ

ตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์

ความหมายของ D.D.L (Dealer Development Line)

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจทุกประเภท คือ ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่มีความมั่นคง ในระยะยาว เช่นเดียวกันกับ การเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ ซึ่ง การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับ D.D.L ทำให้เราสามารถกำหนดทิศทางในการค้าอาหารสัตว์ได้อย่างผู้มีชัยชนะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด สินค้าที่จะนำมาขาย ต้องมีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน นโยบายบริษัทต้องชัดเจน ทีมงานต้องมีความพร้อมทั้งคุณภาพและคุณธรรม อย่าลืมว่าการเริ่มต้นที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

เส้นทางของการเริ่มต้นเป็น ตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์

ก่อนการเริ่มต้นต้องรับรู้ถึงเส้นทางและอนาคตการเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยแยกแยะเป็นช่วงๆ ดังนี้
1. ระยะเริ่มต้น D.D.L 1 หรือช่วงบุกเบิกกิจการ เป็นช่วงที่มีความเหนื่อยยากต้องมีกำลังใจ ขยันทำงานหนัก ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน – 1 ปี
2. ระยะเติบโต D.D.L 2 เป็นช่วงขยายกิจการ กิจกรรมทางการตลาด จะใช้มากในช่วงนี้ ท่านจะเริ่มสนุกกับธุรกิจ เริ่มได้ผลตอบแทนกลับมา ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นในปีที่ 2
3. ระยะตักตวง D.D.L 3 ลูกค้าเป็นฝ่ายเดินหน้าเข้าหาท่าน มีความกล้ามากขึ้นที่สนุกกับการต่อรองเรื่องเป้าการขาย ส่วนลดพิเศษ ระยะนี้คือ ระยะแห่งความสำเร็จ
4. ระยะต่อเติมและหรือต่อต้าน D.D.L 4 เป็นช่วงของการรักษาผลประโยชน์ มักจะกลัวการสูญเสีย เริ่มมองโลกในแง่ร้าย คบค้ากับหลายบริษัท ต่างเริ่มไม่เชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เปรียบเหมือนทางสองแพร่ง เป็นช่วงรอยต่อว่าจะทำให้ธุรกิจของท่านยกฐานะขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง หรือจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่งกับบริษัทขายอาหารสัตว์ใหม่

ทั้ง 4 ช่วง ถ้าเราได้เรียนรู้ และก้าวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน นั่นคือการเป็นเจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั่นเอง

การเริ่มต้นอย่างมั่นใจ

กาเริ่มต้นธุรกิจที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เมื่อคิดเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ สิ่งที่ท่านต้องคำนึงถึงในการดำเนินธุรกิจ ควรพิจารณาในหัวข้อดังต่อไปนี้

  1. คุณภาพของสินค้าทีี่ได้มาตรฐาน
  2. ผลตอบแทนต่อหน่วยสูง
  3. โอกาสทางการตลาดชัดเจน
  4. มีความพร้อมด้านการส่งเสริมการขายทั้งงบประมาณ และทีมงาน
  5. มีผลตอบแทนเสริมในรูปแบบของส่วนลดพิเศษ และเป้าการขาย
  6. มีความมั่นคงทางธุรกิจ
  7. ให้ความสุข ความพึงพอใจ เมื่อได้ทำธุรกิจร่วมกัน

จะเห็นได้ว่า ธุรกิจนี้ นั่นจะไม่ใช่การซื้อมาขายไปอีกต่อไปแล้ว แต่มันหมายถึง ธุรกิจที่สามารถตกทอดถึงคนรุ่นหลังได้ ธุรกิจที่สามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล สามารถสร้างอนาคต เปลี่ยนวิถีชีวิตคนได้ ในมุมกลับถ้าดำเนินงาน ทำธุรกิจอย่างผิดๆ ขาดเป้าหมาย ขาดแนวร่วมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่ได้ นั่นหมายถึง การต้องเลิกกิจการและขาดทุนอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน

ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพสินค้า

ข้อมูลเบื้องต้น ก่อนจะเชื่อว่า สินค้าดีหรือไม่ นอกจากคำบอกเล่า หรือตัวเลขทางวิชาการที่นำมาแสดงให้เห็นแล้ว ความเป็นมาของบริษัท วัฒนธรรมขององค์กร การกล้าลงทุน กล้าได้กล้าเสีย (ซึ่งแสดงถึงฐานะทางการเงินของบริษัท) แนวคิดหรือปรัชญาของบริษัท ว่ามีเป้าหมายอย่างไร ยอดขายที่ผ่านมา สร้างความน่าเชื่อถือได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ พนักงานขาย หรือตัวแทนของบริษัทที่ท่านติดต่อด้วยมีการเปลี่ยนบ่อยหรือไม่ ฐานะความเป็นอยู่ของพนักงาน หรือสวัสดิการที่ได้รับเป็นอย่างไร คนที่ติดต่อด้วยมีความน่าเชื่อถือหรือมีอำนาจในการตัดสินใจได้ระดับไหน สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น ที่จะบอกให้เราทราบว่า คุณภาพสินค้าเป็นอย่างไร น่าที่จะนำมาขายหรือไม่ อย่าลืมว่า คุณภาพสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกในการเริ่มต้นการทำธุรกิจ

ทำธุรกิจอาหารสัตว์ต้องมีกำไร

ผลตอบแทน หรือผลกำไรเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ ในการทำธุรกิจทุกประเภท การจำหน่ายอาหารสัตว์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อคุณภาพเป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันในตลาดได้แล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไป คือ

1.เปอร์เซนต์ส่วนลด

2.ค่าขนส่ง/ค่าใช้จายแฝง

3.ความหลากหลายของสินค้าและราคา

4.ความเสี่ยงเมือเกิดความเสียหาย

ปัจจัยทั้ง 4 ข้อที่มีผลต่อความอยู่รอดของธุรกิจ ถ้าการเริ่มต้น สามารถทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน กับประเด็นดังกล่าว รับรองว่าธุรกิจต้องมีกำไรอย่างแน่นอน

การแบ่งผลประโยชน์

ในการค้าขาย นอกจากผลกำไรอันเกิดจากเปอร์เซนต์ส่วนลดหรือหัวข้อทั้งสี่ข้อที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อธุรกิจเดินหน้าไปในระดับที่น่าพอใจแล้ว สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาต่อคือ การแบ่งปันผลประโยชน์กันระหว่างบริษัทกับลูกค้า หรือที่เรารู้จักกันทั่วๆ ไปว่า ส่วนลดพิเศษ และ เป้าการขาย ในรูปแบบต่างๆ กัน เช่น

  • เงินสดหักค่าอาหาร
  • ตั้งเป้าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสิ่งของต่างๆ
  • ท่องเที่ยวในและต่างประเทศ
  • จัดอบรม สัมมนา ทีมงาน/ลูกค้า
  • จัดให้มีระบบ O.O.S
  • เงื่อนไขอื่นๆ ที่ทางลูกค้าเสนอขึ้นมาเพื่อพิจารณา

รูปแบบส่วนลดพิเศษหรือเป้าการขาย เป็นการเสริมหรืออัดฉีดผลกำไรให้กับลูกค้า ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกตางกัน ไปตามสถานการณ์ เช่น การให้กำลังใจกับลูกค้าที่มียอดขายสูงๆ หรือเป็นการเพิ่ม อุปกรณ์สำหรับการทำตลาดเช่น ตั้งเป้าซื้อรถ เพื่อไว้ส่งของ ซ์้อโทรศัพท์มือถือ เพื่อการสื่อสาร หรือแม้แต่ซื้อที่ดินเพื่อสร้างโกดัง ไว้สำหรับเก็บอาหารสัตว์

การส่งเสริมการขาย

ทุกครั้งที่พูดถึงการตลาดหรือการขายจะต้องพูดถึงการส่งเสริมการขายด้วยแต่ความพร้อมที่เหนือกว่า ย่อมได้เปรียบ ในการทำงานขาย สิ่งที่จะบอกให้เราทราบถึงความพร้อมด้านของส่งเสริมการขายคือ

  1. งบกลาง/งบเฉพาะลูกค้า/งบเฉพาะพื้นที่
  2. ทีมงานสัตวบาล/สัตวแพทย์/นักเศรษฐศาสตร์/นักวิชาการ
  3. โปรแกรมการทำตลาดที่เป็นระบบ/บัญชี/บริหาร/ยอดขาย/ข้อมูล

การส่งเสริมการขายเป็นกิจกรรมการตลาดที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา ต้องต่อเนื่องและเป็นระบบ งบประมาณเป็นสิ่งจำเป็น การปล่อยให้ลูกค้าต้องลงทุนแต่เพียงลำพังไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว บริษัทต้องมีงบสนับสนุนอยู่ตลอด และที่สำคัญ การคิดค้นรูปแบบส่งเสริมการขายต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงกับลูกค้าแต่ละราย นอกจากนี้ การให้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างบุคคลากรของบริษัท จากแผนก และฝ่ายต่างๆ กับลูกค้าก็เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง การได้เยี่ยมชมโรงงานอย่างละเอียด การประชุมร่วมกัน ก็แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำธุรกิจอาหารสัตว์

โอกาสทางการตลาด

สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ในการทำสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายคือ ปัญหาด้านเขตการขาย ความจริงใจของบริษัท ว่าจะมาทำธุรกิจแข่งขันกันหรือไม่ ระยะยาวเมื่อพบอุปสรรคและปัญหาแล้วบริษัทจะหาทางออกอย่างไร สิ่งเหล่านี้เรียกว่า โอกาสทางการตลาด ซึ่งจะประกอบด้วย

  1. ขอบเขตการขายต้องชัดเจนและขยายการขายได้อย่างเป็นระบบ
  2. ตัวสินค้าสามารถตอบสนองเฉพาะจุดได้
  3. ใช้นโยบายการค้าแบบภาคี
  4. สามารถสร้างธุรกิจต่อเนื่องได้
  5. คู่ค้าคือผู้ร่วมตั้งกลยุทธ์

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน การที่ธุรกิจมีโอกาสทางการตลาดมากมาย ปัญหาหรืออุปสรรคต้องแก้ไขได้ง่าย ความได้เปรียบคู่แข่งก็มีสูง เพราะฉะนั้นในการตกลงทำธุรกิจ อย่าลืมว่า โอกาสทางการตลาดจำเป็นต้องมี

ความมั่นคงทางธุรกิจ

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ เป็นธุรกิจที่สามารถตกทอดถึงคนรุ่นหลังได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีความมั่นคง อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่าความมั่นคงทางธุรกิจเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาใน 4 ประเด็นต่อไปนี้

  1. ความก้าวหน้าของวิถีการดำเนินชีวิต
  2. สามารถถ่ายทอดถึงคนรุ่นหลังได้
  3. ปรัชญาของบริษัทต้องชัดเจน
  4. ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกระดับ

จะเห็นว่า ความมั่นคงจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากสองส่วน คือ ตัวแทนจำหน่ายและบริษัทคู่ค้า จะต้องมีเป้าหมายเดียวกัน สร้างความเป็นหนึ่งระหว่างลูกค้ากับบริษัทอยู่ตลอดเวลา เพราะนั่นหมายถึง ความมั่นคงของธุรกิจทั้งสองฝ่ายนั่นเอง

ความสุขความพึงพอใจ

ความต้องการเหนือสิ่งอื่นใด ในการทำธุรกิจ คือ ความสุขความพึงพอใจที่ได้ทำงานร่วมงานกับบริษัท หรือแบรนด์ ลูกค้าทุกคนต้องได้รับความพึงพอใจอย่างที่สุดเพราะ

  1. องค์กรมีความอบอุ่น เปรียบเสมือนครอบครัว
  2. แก้ปัญหาได้รวดเร็ว ยืดหยุ่น
  3. ใช้เหตุผลข้อเท็จจริงในการรับฟังข้อโต้แย้ง
  4. ยึดหลัก ใจเขา ใจเรา เป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน

ในการทำธุรกิจที่มากไปด้วยผลกำไร เต็มไปด้วยระหว่างผู้ค้าและผู้ขาย นั่นคือ ความสำเร็จเกิดขึ้นแล้ว และการสร้างทัศนคติเพื่อเป้าหมายสูงสุดในการค้าขายคือ ความสุข ความพึงพอใจ ที่ยั่งยืน

บุคคลากร/แนวร่วมที่สำคัญ

คนเป็นทั้งผู้สร้าง และผู้ทำลายได้ร่วมงานกับทีมงานที่มีเป้าหมายและอุดมการณ์ที่ชัดเจนย่อมจะส่งผลดีกับการทำธุรกิจอย่างแน่นอน สำหรับคติประจำใจระหว่างลูกค้ากับทีมงานที่ควรยึดหลักการร่วมกันคือ

  1. ชีวิต ต้องมีการวางแผน วางแผนอย่างระมัดระวัง สำคัญยิ่งกว่าทำงานหนัก
  2. ธุรกิจ สำนึกแห่งจริยธรรมและศีลธรรมอันแข็งแกร่งกล้าต้องตรึงตราทุกคำพูดและการกระทำ
  3. การตลาด แก่นแท้คือ ทราบความจำเป็นความต้องการทั้งสองฝ่ายแล้วแก้ปัญหาให้แต่ละฝ่ายได้
  4. สินค้า สินค้าที่ยิ่งใหญ่คือ สินค้าที่ขายได้ ต้องมั่นใจว่าสินค้ามีคุณภาพก่อนที่ท่านจะออกไปขาย
  5. การขาย รายได้ขึ้นอยู่กับผลงาน การขายเป็นหนึ่งในไม่กี่วิชาชีพ ที่ต้องทำจึงมีกิน
  6. การงาน ลินคอล์น กล่าวไว้ว่า ท่านสามารถหลอกทุกคนได้ในช่วงเวลาหนึ่ง หลอกบางคนได้ตลอดเวลา แต่ท่านไม่สามารถหลอกทุกคนได้ตลอดเวลา
  7. ต่อรอง อย่ายื่นคำขาด เป็นประตูไว้เป็นทางเลือกเสมอ เพระาฉะนั้น จะยุติการเจรจาทุกครั้งด้วยความสุขสดชื่น
  8. สำเร็จ ความสำเร็จของนักขายคือ การออกไปขาย

การจัดการในระยะเริ่มต้น

ในช่วงของการบุกเบิกกิจการ หรือเริ่มต้นทำธุรกิจ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการคือ การรู้จักบทบาท และหน้าที่ของตัวเอง ในส่วนของตัวแทนจำหน่าย ควรกำหนดบทบาทและหน้าที่ดังต่อไปนี้

  • แสวงหาลูกค้าและทราบความต้องการของลูกค้าตลอดเวลา
  • โฆษณาและประชาสัมพันธ์
  • จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย
  • การออกขายนอกร้าน หรือมีพนักงานโดยตรง
  • รู้จัก วิธีกากำหนดเงือนไขในกาซื้อขาย เช่น ราคา เครดิตเทอม เป็นต้น
  • ศึกษาและวางแผนด้านตัวสินค้า
  • เป็นนักการจัดการและบริหารสินค้าคงคลัง
  • รับรู้เรื่องขนส่งทัง้ระบบ
  • มีการจัดระบบบัญชีและวางแผนด้านการเงิน
  • ศึกษาและรู้จักวิธีการเป็นนักบริหารชั้นเยี่ยม
  • สำรวจและวิจัยตลาดอย่างสม่ำเสมอพร้อมทั้งสามารถคาดการณ์ล่วงหนี้ได้

ทั้งหมดนี้ เปรียบเสมือเข็มทิศเพื่อชี้ทางแต่ในกระบวนการปฏบัติจะต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย คือ ตัวลูกค้าและบริษัทเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สู่กระบวนการเติบโตของธุรกิจต่อไป

รับสมัคร ตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ โปรเกรด

อาหารสัตว์โปรเกรด มั่นคง จริงใจ ปลอภัย คุณภาพ

จำหน่ายอาหารสัตว์ทุกชนิด ยินดีให้คำปรึกษาสำหรับท่านที่สนใจ การเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารสัตว์ จากผู้มีประสบการณ์ด้านการขายอาหารสัตว์

ติดต่อ คุณมานพ โทร.089-488-2482

ติดต่อ สอบถาม